มวยไทย มรดกภูมิปัญญาจากบรรพชน ความภูมิใจของคนทั้งชาติ
     
 














 




มวยไทย มรดกภูมิปัญญาจากบรรพชน ความภูมิใจของคนทั้งชาติ

            “มวยไทย” เป็นศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวของชาติไทยที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ และได้รับการสืบทอดมาสู่ชนรุ่นปัจจุบัน ศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวของไทยแขนงนี้ เป็นการฝึกฝนให้สามารถใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันได้แก่ มือ เท้า เข่า ศอก รวมถึงศรีษะ จึงเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ครบเครื่องมีพิษสงรอบด้าน จนเกิดการถ่ายทอดและมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เป็นที่นิยมไปทั่วไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศโซนยุโรปและทั่วโลก ซึ่งเป็นกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

            จากเหตุผลดังกล่าว ในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนมวยไทยให้เป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในคุณค่าและยกย่ององค์ความรู้ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย เพื่อให้มรดกอันทรงคุณค่านี้ได้รับการยกย่อง ส่งเสริม และเชิดชูให้คนในชาติให้ความสำคัญต่อศิลปะการป้องกันตัวของตนเองที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก 

            กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้มีการสถาปนา “วันมวยไทย” โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ กำหนดให้วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันมวยไทย ซึ่งตรงกับวันเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระปรีชาสามารถด้านมวยไทยเป็นที่ประจักษ์ และเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ที่เสด็จออกไปชกมวยกับสามัญชน ตามบันทึกในพงศาวดาร (ฉบับพระราชหัตเลขา พ.ศ.๒๕๔๒) ที่กล่าวว่า 

            พระเจ้าเสือ ทรงแต่งกายแบบชาวบ้าน และเสด็จทางชลมารคพร้อมเรือตามเสด็จ ไปจอดที่ตำบลตลาดกรวด ซึ่งมีงานมหรสพมีผู้คนไปเที่ยวงานอย่างเนืองแน่น มีการละเล่นมากมายหลายอย่าง พระองค์เสด็จไปยังสนามมวยและให้นายสนามจัดหาคู่ชกให้ โดยนายสนามประกาศให้ประชาชนทราบว่า พระองค์เป็นนักมวยจากเมืองกรุง ประชาชนสนใจมาก เพราะสมัยนั้น นักมวยกรุงศรีอยุธยามีชื่อเสียงมาก นายสนามได้จัดเอานักมวยฝีมือดีของเมืองวิเศษไชยชาญเท่าที่มีอยู่ มาเป็นคู่ชก พระเจ้าเสือได้ชกกับ นักมวยถึงสามคนมี นายกลาง หมัดตาย  นายใหญ่  หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก ซึ่งแต่ละคนมีฝีมือดีเยี่ยม การต่อสู้เป็นไปอย่างน่าดูด้วยฝีมือเก่งพอ ๆ กัน แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและความชำนาญในศิลปะมวยไทย ที่พระองค์ได้ทรงฝึกหัดและศึกษาจากสำนักมวยหลายสำนัก จึงทำให้พระองค์สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทั้ง ๓ คนได้ โดยที่คู่ต่อสู้ต่างได้รับความบอบช้ำเป็นอันมาก  และได้รับรางวัลเป็นเงินหนึ่งบาท ส่วนผู้แพ้ได้สองสลึง ซึ่งพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยกับการได้ชกมวยในคราวนั้นไม่น้อย

            และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ใช้ศิลปะมวยไทยมาใช้ต่อสู้ปกป้องราชอาณาจักรให้รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาวต่างชาติ ตามบันทึกว่า พระเจ้าเสือทรงมีฝีมือการชกมวยไทยชำนาญมาก ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งขุนหลวงสรศักดิ์ เคยใช้ศิลปะมวยไทยไล่ชกเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน จนฟันหักไปสองซีก ซึ่งเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เป็นขุนนางฝรั่งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
โปรดปรานเป็นอย่างมาก

            ในสมัยอยุธยา จะมีกองกำลังทหารกองหนึ่งทำหน้าที่ถวายอารักขาพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า “กองทนายเลือก” ผู้ที่ได้ทำงานในกองนี้ได้รับการคัดเลือกมาจากนักมวยฝีมือดี ทนายเลือก มีบทบาทสำคัญและอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ดังปรากฏว่า ระหว่างที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงประชวรใกล้สวรรคต มีข่าวว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ คิดก่อการกบฏ ขุนหลวงสรศักดิ์ได้ใช้ทนายเลือกไปลวงเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เข้ามาในพระราชวัง พอเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ นั่งเสลียงคนหามเข้ามา ทนายเลือกจึงตีด้วยไม้พลองแล้วฆ่าเสีย

            จากการที่พระเจ้าเสือทรงพระปรีชาสามารถเกี่ยวกับมวยไทย จึงทรงคิดท่าแม่ไม้ ไม้กลมวยไทยขึ้นมาเป็นแบบเฉพาะพระองค์ เรียกว่า “มวยไทยตำรับพระเจ้าเสือ” จากที่ได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยรัชการที่ ๕ ซึ่งเป็นตำรามวยตำรับพระเจ้าเสือที่เก่าแก่ที่สุด เป็นมรดกทางภูมิปัญญาจากบรรพชนที่ได้รับการถ่ายทอดมาสู่ชนรุ่นหลัง และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

            เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสรรเพชญ์ ที่ ๘ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ที่ทรงพระปรีชาสามารถด้านมวยไทย และเพื่อเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านองค์ความรู้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งเป็นศิลปะประจำชาติ ให้เกิดความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นกับประชาชนทั้งประเทศและเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศที่ให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง ในวันพฤหัสบดีที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  กระทรวงวัฒนธรรม  โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมวันมวยไทยขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  ถนนรัชดาภิเษก  ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญอันเป็นหัวใจหลักของงาน นั่นคือ พิธีบวงสรวง “สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  ๘” (สมเด็จพระเจ้าเสือ) , “พิธีไหว้ครูมวยไทย” และการแข่งขันไหว้ครูมวยไทยที่มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้เห็นความสำคัญของศิลปะมวยไทยมากขึ้น 

            นอกจากนี้ ในวันเสาร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ได้มีกำหนดจัดการแข่งขันชกมวยไทย THAI FIGHT เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในวันมวยไทย ณ สวนหลวงราชินี ๑๙ ไร่ อำเภอ
หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ด้วย นอกเหนือกิจกรรมการแข่งขันชกมวยไทย จำนวน ๗ คู่ แล้ว ยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระเจ้าเสือ นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับ “กีฬาภูมิปัญญาไทย” และการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่งดงามอันช้อย ให้ผู้สนใจได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้

            กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และผู้ที่ชื่นชอบศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย เข้าร่วมพิธีบวงสรวงสมเด็จพระเจ้าเสือ พิธีไหว้ครูมวยไทย เป็นกำลังใจให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันร่ายรำไหว้ครูมวยไทย และชื่นชมความงดงามของศิลปวัฒนธรรมการแสดงต่างๆ ได้ฟรีเนื่องในวันมวยไทย ๖ กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และชมการแข่งขันชกมวยไทย ในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์  หรือชมการถ่ายทอดสดทางไทยทีวีสี ช่อง ๓ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๔๕ น. เป็นต้นไป

 

**************

โดย นายศาตนันท์ จันทรวิบูลย์  กลุ่มประชาสัมพันธ์  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม